รับมือกับพฤติกรรมชวนปรี๊ดของลูกด้วยวิธีง่ายๆ โดย นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ ปัจจุบันนี้คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่ามันมีสิ่งกระตุ้นเช่น เห็นของเล่น (แล้วอยากได้) เห็นไอติม (แล้วอยากกิน ทั้งที่ไอแคกๆ) เห็นถนนแล้วอยากออกไปเดิน (ทั้งๆที่รถออกจะพลุกพล่าน) และอื่นๆนานาสาระและไร้สาระอีกจิปาถะครับ พวกนี้ก่อนที่เครื่องจะติด สร้างความปรี๊ดให้กับคุณพ่อคุณแม่ ถ้าเราพาออกไปจากสิ่งกระตุ้นได้ก่อนหรือพาสิ่งกระตุ้นออกไปไกลๆได้ก่อนเครื่องติด จะป้องกันเครื่องติดได้มากเลยครับ แต่ถ้าเครื่องติดไปแล้วก็ไม่เป็นไรครับ ตั้งสติให้ดีครับ..... เด็กๆนี่นะครับเขาเกิดมาเป็นดารานักแสดงตั้งแต่เกิด เราเคยสังเกตุไหมครับ ถ้าเราเป็นดารา นักแสดง แต่เวลาแสดงแล้วไม่มีคนดู นักแสดงจะเหี่ยว เล่นก็ไม่สนุก อยากเลิกเล่นโดยปริยาย แต่ถ้าแสดงแล้วมีคนดู มีคนปรบมือ มีคนชื่นชม โอ๊ย... แสดงสุดใจขาดดิ้นครับ... เหมือนเลยครับ... เหมือนลูกเราเลย ..... ร้องๆไป อาละวาดไป... ไม่มีคนชมไม่มีคนสนใจ สักพัก จะแอบเหลือบตามอง ... แม่มองฉันอยู่หรือเปล่า... ถ้าเห็นแม่มองอยู่.... เสียงคุณหนูหนูจะดังขึ้น ดังขึ้น จนสุดจะทนครับ .... ถ้าแม่ไม่มองแล้ว .... แม่เดินไปแล้ว ... เสียงจะแผ่วลง แผ่ว...ลง ...... แผ่วลง........จน..............หมดแรงไปเองครับ ......เห็นไหมครับนี่ไงครับ ผลที่ได้รับจากพฤติกรรม ถ้าร้องทีไรก็ไม่มีคนสนใจ อยากได้อะไรที่ไม่เหมาะสมก็ไม่ได้ ...อีกหน่อยก็เลิกไปเองล่ะครับ .... เราระวังแต่ไม่ให้เกิดอันตรายเช่น ตกบันได ของมีคมบาด ไม่ให้ทำร้ายตัวเอง ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคนอื่น เป็นพอครับ หรือคุณพ่อคุณแม่จะใช้วิธีเดินแยกออกไปสักพัก พอลูกสงบแล้วค่อยเข้ามาพูดคุยกันนะครับ ช่วงกรี๊ดๆของลูก และปรี๊ดๆของพ่อแม่คุยอะไรกันก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าโตขึ้นมาหน่อยก็อาจใช้วิธี ริบรางวัลที่เคยให้ ทำโทษด้วยการไม่เล่านิทาน งดอาหารโปรด งดพาไปนอกบ้าน งด....อีกจิปาถะครับ คุณพ่อคุณแม่มักถามว่าตีได้ไหม ..... มีหลากหลายความคิดเห็นครับ ผมเล่าอย่างนี้ครับ เขามีการศึกษาที่น่าเชื่อถือได้อยู่สองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกเขาพบว่า เด็กกลุ่มที่มีพฤติกรรมรุนแรง ประเภทที่เป็นปัญหามากๆทั้งของครอบครัวและของสังคม มาจากครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง ทำให้เด็กเติบโตมาใช้ความรุนแรงกับคนอื่น แต่ในการศึกษาเหล่านี้ความรุนแรงที่เขาศึกษานี่รุนแรงจริงๆครับ ไม่ได้ตีกันด้วยไม้บรรทัด ไม้มะยมเสียงดังเปาะแปะเหมือนพ่อแม่บ้านเราตีลูก เขาตีกันจนหัวร้างข้างแตก ปากเจ่อ ปอดฉีก ตับแตก ประมาณอย่างนั้น แถมในบ้านพ่อแม่ก็ยังตีกันอย่างรุนแรงให้ลูกเห็นอีกนะครับ พวกนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เด็กจะเติบโตมาใช้ความรุนแรงในสังคม และยังมีการศึกษาที่พบว่าการตีลูกสามารถแก้ปัญหาได้ชั่วคราว และต้องเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะควบคุมพฤติกรรมได้ครับ เรียกว่า ดื้อไม้เรียวนั่นล่ะครับ อีกกลุ่มหนึ่งเขาพบว่าถ้าพ่อแม่ลูกมีความผูกพันที่ดีต่อกัน ให้ความรัก ความเอาใจใส่ต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ตีลูกอย่างเหมาะสม และมีเหตุผล จะเป็นปัจจัยที่ป้องกันปัญหาเรื่องความรุนแรงที่ผู้คนส่วนใหญ่กลัวได้เป็นอย่างดีครับ นั่นคือครอบครัวเรามีความรัก ความอบอุ่น เอาใจใส่ต่อกันอย่างดี แต่เวลาลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเราก็มีกฎเกณฑ์กันอย่างเหมาะสมว่าจะทำโทษกันอย่างไร การตีก็เป็นการลงโทษหนึ่งให้คุณพ่อคุณแม่เลือกครับ …สำหรับความคิดเห็นของตัวเองจากประสบการณ์ที่ทำงานอยู่กับเด็กๆและครอบครัวมานาน (ไม่อยากบอกเลยครับ ไม่อยากตอกย้ำเรื่องของวัยครับ) และจากที่ได้มีโอกาสไปบรรยายตามที่ต่างๆทั่วประเทศผมก็ยังเห็นคุณพ่อคุณแม่คนไทยยังเลือกการตีเป็นหนึ่งในการสอนลูกให้ได้เรียนรู้กันอยู่นะครับ เหมือนโบราณที่เขาบอกว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ไงครับ ผมว่าคนรุ่นผมส่วนใหญ่ได้ดิบได้ดีมาก็เพราะไม้เรียวพ่อแม่ กับครูบาอาจารย์นี่แหละครับ ก็ลองตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับบ้านของเรานะครับ ถ้าอยากตีลูกจริงๆ ผมก็มีศิลปะในการตีที่เหมาะสมมาฝากกันครับ 1) เลือกบริเวณที่เหมาะสม ไม่ตีหน้าครับ (อย่างนั้นเราเรียกว่าตบ) รุนแรงไปครับ 2) ตีอย่างเหมาะสมไม่รุนแรงไป อยากรู้ว่าเหมาะสมอย่างไรถ้าใช้มือตีจะรู้ครับ ถ้าแม่ตีแล้วเจ็บมือมากก็แสดงว่าแรงไปครับ มีรอยให้เห็นเหมือนที่หนังสือพิมพ์ชอบลงให้ดู นั่นก็มากไปครับ 3) ไม่ตีต่อหน้าธารกำนัล เพราะนอกจากจะเจ็บตัวแล้วลูกยังเจ็บใจอีกด้วย อย่างนี้เรียกว่าประจานกันครับ พอไหวไหมครับสำหรับบ้านที่ยังเลือกการตีเป็นหนึ่งในการทำโทษ ก็ลองปรับๆใช้กันดูนะครับทีนี้ถ้าลูกมีพฤติกรรมเหมาะสมบ้างล่ะ ก็ต้องรับมือเป็นเหมือนกันนะครับ ถ้าเมื่อไรลูกมีพฤติกรรมที่เหมาะสม พูดคุยรู้เรื่อง ควบคุมตัวเองได้เราควรมีรางวัลให้เช่น หอมกัน กอดกัน ชมกัน อ่านหนังสือให้ฟัง โตหน่อยก็สะสมดาว สะสมรางวัล ... จิปาถะ อีกหน่อยลูกจะเลือกเองว่าอยากจะทำพฤติกรรมแบบไหนดี ... ยากไหมครับ แค่ฟังจะรู้สึกไม่อยากครับ แต่เวลาปฏิบัติต้องอย่างนี้ครับ ท่องคาถาของผมไว้...หนักแน่น ..สม่ำเสมอ.... อดทน แค่นี้ลูกก็อยู่หมัดครับ ถ้าเป็นกรณีที่พฤติกรรมนี้เหมือนตัวเราอย่างกับแกะมาจากพิมพ์เดียวกันเลย ก็ต้องแก้ที่ตัวเรานะครับ ถ้าเรายังควบคุมตัวเองไม่ได้ก็จะยากที่จะควบคุมลูกได้ครับ ตรงนี้ต้องมีสติครับ ถ้าพฤติกรรมเหมือนดาราในทีวีเลย ก็ต้องให้ดูทีวีน้อยๆลงหน่อย เวลาดูคุณพ่อคุณแม่ต้องนั่งดูด้วยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังสิ่งที่ลูกไม่ควรเห็นจากโทรทัศน์ และเพื่อหาโอกาสสอนลูกเมื่อเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากโทรทัศน์นะครับ ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ American Academy of Pediatrics แนะนำตรงกันครับว่าเด็กอายุน้อยกว่าสองขวบไม่แนะนำให้ดูโทรทัศน์รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆผ่านหน้าจอทั้งหลายนะครับ ส่วนอายุมากกว่าสองขวบแนะนำให้ดูได้ไม่เกินวันละสองชั่วโมง แต่ต้องเลือกรายการ และคุณพ่อคุณแม่ควรนั่งดูพร้อมกับลูกด้วยครับ ง่ายไหมครับ รับมือกับอาการกรี๊ดๆของลูก ที่สร้างความรู้สึกปรี๊ดๆ ของพ่อแม่ “สติเท่านั้นล่ะครับ ถึงจะทำให้เราคิดได้ว่าควรเรียงลำดับก่อนหลังอย่างไร” ไม่ยากเกินความสามารถของคนเป็นพ่อแม่อย่างพวกเราหรอกนะครับ เอาใจช่วยทุกครอบครัวครับขอบคุณ : ข้อมูลจากคุณหมอพงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก จากเว็บไซต์ momypedia.com