กลับหน้าแรก อ่านประวัติ ขอเป็นเพื่อน ตั้งเป็นหน้าแรก เขียนบล็อก เมนูสมาชิก
 
bangkoksweet
Blogger Profile
ดูทั้งหมด | ความคิดเห็น
ปรับปรุงล่าสุด 2012-01-13 16:18:31
 
หมวดหมู่
อาหารการกิน หมวดทั่วไป
 
บทความล่าสุด
ทำไมต้องจัดงานวันเด็ก วันเด็กปีนี้ พาลูกไปเที่ยวไหนดี บล็อกนี้มีคำตอบครับ ฟุตบอลโลก 2010 สนับสนุนการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส เทียนศักดิ์สิทธิ์ คู่มือรับแผ่นดินไหว ฉบับย่อ ทำสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นจะเวียนกลับมาหาเรา ปีใหม่แล้ว อยากเปลี่ยนอะไรมากที่สุด? Countdown 2011 นับถอยหลังที่ไหนดี? สานรักขอแนะนำจุดเคาท์ดาวน์สุดยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ จากเชียงใหม่ถึงภูเก็ต จากพัทยาถึงสกลนคร สายด่วนแจ้งภัยน้ำท่วม SMS บริจาคเงิน หรือโอนเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เบอร์โทรศัพท์และเลขบัญชีธนาคาร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่อิสาน กินเจที่ไหนดี ถึงแม้ปีนี้ราคาพืชผักจะสูงขึ้น แต่คนไทยก็ยังนิยมกินเจเป็นจำนวนมาก หลายแห่งจัดเทศกาลกินเจอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ภัยออนไลน์ใกล้ตัวลูก คุณรู้หรือไม่ว่าทุกครั้งที่ลูกของคุณเข้าเน็ต เขากำลังเสี่ยงภัยไม่น้อยไปกว่าการเที่ยวนอกบ้าน! เตือนปิดเทอมยอดเด็กหายพุ่ง เหตุเพราะถูกล่อลวง ลักพาตัว หรือสมัครใจ พ่อแม่ต้องสอดส่องลูกเวลาแช้ททางอินเตอร์เน็ต หรือ SMS ทางมือถือ ช่างกลตีกัน พ่อแม่อยู่ไหน? ลูกชายคนหนึ่ง... เขียนถึงแม่ ดูทั้งหมด
อัลบั้ั้มภาพล่าสุด

คุณแม่คือฮีโร่ของผมครับ เพราะแม่ขยัน อดทน ใจดี มีอารมณ์ขัน ที่สำคัญคือแม่เข้าใจผมเสมอ


ไปเที่ยวเขาใหญ่ ฝนตกทั้งวัน แม่และลูกสาวกอดกันตัวกลมบ่นว่าหนาว...


ไปทานข้าวกลางวันกับคุณปู่คุณย่า


เวียนเทียนที่วัดช่องนนทรี วันลอยกระทง ๒๕๕๒


สาวน้อยนักเซิ้ง อายุเพียง 4 ขวบ

ดูทั้งหมด
 
รายชื่อเพื่อน
 
 
 
เว็บสานรัก | บล็อก | บล็อกของ bangkoksweet



   
 
   
 

เด็กๆก็ทำอะไรไม่ใช่เด็กได้เหมือนกัน

แปลจาก "12-year-old author: Don't say childish"
เขียนโดย John D. Sutter, CNN
จากเว็บ www.cnn.com



ดญ. อโดร่า สวิแทค (Adora Svitak) อายุ 12 ปี กำลังปฏิบัติภารกิจรอบโลกเพื่อเปลี่ยนความคิดของผู้ใหญ่อย่างเราเรื่อง "ทำอะไรเหมือนเด็ก"


"เด็กอย่างหนูถูกผู้ใหญ่พูดพาดพิงอยู่บ่อยๆว่า ชอบทำตัวเหมือนเด็ก" อโดร่ากล่าวในงาน TED2010 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นงานที่จัดขึ้นโดยองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความคิดดีๆของนักคิดนักทำจากทุกมุมโลกสู่สาธารณชน


"เมื่อไรที่เรา (ผู้ใหญ่หรือเด็ก) ออกมาเรียกร้องบางสิ่งที่ไม่มีเหตุผล หรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่แคร์ต่อสังคม เราจะถูกตราหน้าว่า "ทำอะไรเหมือนเด็ก"


อโดร่ารู้สึกว่านั่นเป็นความคิดที่ไม่ยุติธรรม



ย้อนมองอดีต เราจะพบว่าลัทธิจักรวรรดินิยมเกิดขึ้นจากน้ำมือของผู้ใหญ่ สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เช่นเดียวกัน แล้วเด็กล่ะ? อโดร่ายกตัวอย่าง Anne Frank เด็กผู้หญิงในค่ายกักกันเยอรมันที่จดไดอารี่เหตุการณ์ทหารนาซีสังหารหมู่ชาวยิว ซึ่งต่อมาถูกค้นพบและกลายเป็นวรรณกรรมชิ้นสำคัญประกอบการเรียนการสอนของนักเรียนในหลายประเทศ อีกคนหนึ่งคือ Ruby Bridges เด็กสาวผิวดำที่มีส่วนผลักดันกฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อชนผิวดำในอเมริกา


"ที่หนูยกมานี้เป็นตัวอย่างให้คุณเห็นว่า เด็กก็สามารถลงมือทำบางสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ราวกับว่าสิ่งนั้นทำโดยผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณจะเห็นได้ว่า "อายุ" ไม่ใช่อุปสรรค" อโดร่าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


"ต่อไปนี้ ถ้าผู้ใหญ่อย่างคุณกำลังคิดจะพูดคำว่า "ทำอะไรเหมือนเด็ก" หนูอยากขอให้คุณเปลี่ยนความคิดนั้น
เพราะมีผู้ใหญ่อีกตั้งหลายคนที่ทำอะไรอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนไม่ใช้ความคิดใคร่ครวญมาก่อน แบบนี้จะเรียกว่า "ทำอะไรเหมือนเด็ก" ก็ไม่ถูกนะคะ!"


อโดร่าถูกเชิญให้ไปกล่าวสุนทรพจน์ในคอนเวนชั่นฮอลล์ ต่อหน้าผู้ใหญ่ที่ตั้งใจมาฟังเธอมากกว่า 1,000 คน ในฐานะที่เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นเด็กอัจฉริยะทางวรรณกรรม โดยหนึ่งในงานเขียนของเธอชื่อ "Flying Fingers" ถูกตีพิมพ์เมื่อเธอมีอายุเพียง 7 ขวบ เป็นหนังสือชี้ชวนให้เด็กทั่วไปเห็นว่า การอ่านและการเขียนเป็นเรื่องน่าสนุก นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักเขียนบล็อกตัวยง ชอบแต่งกลอน และไ้ด้รับเชิญให้ไปพูดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆในประเทศต่างๆทั่วโลก


"หนูอยากให้ผู้ใหญ่มองเด็กอย่างมีค่า โดยเฉพาะอิสระทางความคิดของเด็กๆ"

(ดูวิดีโอคลิปสุนทรพจน์ของอโดร่า ในงาน TED 2010)
http://www.ted.com/talks/adora_svitak.html


อโดร่าเชื่อว่า เด็กๆมีพลังสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ได้



"หนูเชื่อว่าเด็กเป็นบุคลากรที่สำคัญในหลายๆทาง พวกเราเข้าใจนะเวลาที่พ่อแม่บอกเราว่า ของชิ้นนี้ราคาแพงเกินไป หรือลูกกำลังขอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้"


"ผู้ใหญ่ควรตั้งความหวังในตัวเด็กไว้สูงๆ และอย่ามองข้ามจินตนาการของเด็กเพียงเพราะเขาเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง เพราะเด็กที่คุณกำลังมองอยู่เบื้องหน้านี้ สักวันหนึ่งเขาอาจเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล หรืองานเขียนของเธออาจเคยได้รับการตีพิมพ์มาแล้ว"


ยิ่งกว่านั้น อโดร่ายังฝากถึงผู้ฟังอีกว่า เด็กอาจสอนอะไรบางอย่างให้ผู้ใหญ่ได้ด้วย


"หนูแค่ขอให้พวกคุณเปิดโอกาสให้ลูกของคุณหรือเด็กๆรอบตัวคุณได้แชร์ความคิดของพวกเขา และได้สอนอะไรบางอย่างกับคุณ จากมุมมองของเด็ก" อโดร่ากล่าวทิ้งท้าย


   
 

   
   
   
   
   
   

 
อ่านทั้งหมด 892 ครั้ง
แสดงความคิดเห็น ( 2 )
ปรับปรุงล่าสุด 13 กรกฎาคม 2553
 



พ่อแม่ทุกคนหวังดีต่อลูก พยายามเฝ้าสอนลูกให้มีวินัยในการรับประทานอาหาร ทำการบ้าน เก็บของที่เล่นแล้วเข้าที่ ฯลฯ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการฝึกวินัยที่ผิดอาจส่งผลรุนแรงต่อเด็กมากกว่าที่คุณคิด

       
  ลูกไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของพ่อแม่
คู่มือสำหรับผู้ปกครองและคุณครู
เพื่อฝึกระเบียบวินัยเชิงบวกให้ลูก

เขียนโดย Katharine C. Kersey
   
       
    เรียนรู้การเป็นพ่อแม่และคุณครูที่ดี
    เด็กๆเกิดมาบนโลกนี้ในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้ พวกเขาจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เลยถ้าไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล ดังนั้นงานของเราคือให้ความรัก การเลี้ยงดู และสอนให้เขารู้จักการใช้ชีวิตที่เหมาะสม

    คำว่า “ระเบียบวินัย” หมายถึงการสอนและฝึกอบรม พ่อแม่และคุณครูต้องทำตัวให้มีระเบียบวินัย มีทักษะดีพอที่จะนำพาลูกไปสู่ความสำเร็จ นั่นคือฝึกเด็กให้สามารถควบคุมตัวเองและกำหนดบรรทัดฐานในการดำรงชีวิต

    มีสองสามวิธีที่พ่อแม่ส่วนใหญ่นิยมใช้เพื่อ “จัดการ” กับความประพฤติของลูก วิธีที่หนึ่งคือใช้กำลังบังคับ วิธีที่สองคือขู่ให้เด็กกลัว และวิธีที่สามคือลงโทษ พ่อแม่ที่ใช้วิธีดังกล่าวมักมีความคิดว่าตนเอง “มีอำนาจเหนือกว่าเด็ก” คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะใช้ความเป็นพ่อแม่บังคับลูกให้ทำตามที่ตนต้องการได้ ดูเผินๆเหมือนพ่อแม่กำลังฝึกระเบียบวินัยให้กับเด็ก แต่อันที่จริงแล้วการกระทำดังกล่าวกลับทำให้เด็กโกรธ ไม่พอใจ หวาดกลัว และสุดท้ายยอมทำตามเพราะถูกบังคับ 

    ยังมีอีกวิธีหนึ่งสำหรับฝึกเด็กให้มีวินัย ถึงแม้จะไม่เห็นผลทันตาเห็นแต่มันก็เป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า เป็นธรรมชาติกว่า และมีมนุษยธรรมมากกว่าวิธีอื่น การฝึกวินัยเด็กด้วยวิธีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าโดยธรรมชาติแล้วเด็กทุกคนเป็นคนดี ยุติธรรม และซื่อสัตย์ และเมื่อถึงเวลาที่สุกงอมเด็กๆจะสามารถตอบสนองต่อบุคคลหรือการกระทำที่เขาเห็นว่าเป็นคนดี ยุติธรรม และซื่อสัตย์ได้อย่างเหมาะสม  วิธีนี้เรียกว่าการปฏิบัติกับเด็กด้วยความเคารพและเอาใจใส่ (to treat the children with respect) พ่อแม่และคุณครูปฏิบัติกับเด็กเสมือนหนึ่งว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีค่าเท่าเทียมผู้ใหญ่ คุณอยากให้เขาแสดงความเคารพต่อตัวคุณ ต่อตัวของเขาเอง และต่อผู้อื่นอย่างไร คุณก็ต้องแสดงความเคารพกับเขาแบบเดียวกัน

    บทความเรื่อง "ลูกไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของพ่อแม่" (Don’t Take It out On Your Kids) เป็นความพยายามของผู้เขียนที่จะชี้ให้เห็นว่า พ่อแม่สามารถสอนลูกให้เชื่อฟังและมีระเบียบวินัยได้โดยไม่ต้องอาศัยความเป็นผู้ใหญ่มาบังคับ เคี่ยวเข็ญ ขู่ให้กลัว หรือคาดโทษเด็ก ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสร้างวินัยเชิงบวกด้วยการส่งเสริมพฤติกรรมด้านดีๆของเด็ก ขณะเดียวกันก็ควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ลดน้อยลง จะช่วยทำให้ปัญหาผู้ใหญ่ทำร้ายเด็ก (child abuse) และปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งลดน้อยไปจากสังคม
           
เราจะเลี้ยงลูกแบบเคารพเขาได้อย่างไร?
    พ่อแม่ควรดำเนินชีวิตไปกับลูกด้วยการให้ความเคารพลูก  พร้อมๆกับการปลูกฝังระเบียบวินัยที่มุ่งสอนเด็กให้รู้จักควบคุมตัวเอง (self-control) และมีความรับผิดชอบ
  
 



       
 

การสร้างระเบียบวินัยแบบผิดๆที่มักส่งผลลบต่อเด็ก
• ทำให้เด็กขายหน้า
• ทำให้อับอาย
• ลงโทษด้วยการตีเด็ก
• เอาของรักไปจากเด็ก
• ลงโทษด้วยการทำร้ายจิตใจเด็ก
• ใช้อำนาจเอาชนะเด็ก
• ให้รางวัลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
• ล้มเลิกคำสั่งที่ไม่เป็นผล
• ปล่อยให้เด็กออกคำสั่งผู้ใหญ่
• พูดในสิ่งที่คุณไม่คิดที่จะทำ
• คาดหวังว่าเด็กจะอ่านใจคุณได้
• เฉยเมยต่อพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ก่อให้เกิดความเสียหาย
   หรือขายหน้า
• ออกคำสั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
• ขอร้องเด็กให้ทำตาม
• ออกคำสั่ง
• อ้อนวอนหรือยื้อ (nagging)
• กำปั้นทุบดิน (labeling)
• โต้เถียง
• ข่มขู่
• พูดจาคลุมเครือ
• พูดด้วยความฉุนเฉียว
• ไม่คงเส้นคงวา
• ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
• ชอบทำให้เด็กรู้สึกผิด

 
       
 

วิธีสร้างระเบียบวินัยที่ได้ผล
• ทำตามคำพูดที่คุณให้ไว้กับเด็ก
• พ่อแม่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี
• บอกว่าคุณคาดหวังอะไรจากลูก ก่อนที่เขาจะลงมือทำสิ่งที่ไม่    เหมาะสม
• ให้รางวัลความประพฤติที่ดี และเมินเฉยต่อความประพฤติที่ไม่ เหมาะสม (ยกเว้นความประพฤติที่เป็นอันตราย ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือทำให้ขายหน้า)
• ให้เด็กเห็นผลลัพธ์ของการกระทำที่ไม่เหมาะสมทันทีที่เด็กลงมือทำ
• ใช้คำพูดว่า “ถ้าลูกทำตามที่แม่บอก แม่ก็จะให้ตามที่ลูกขอ”
(If you have… then you may.”)
• พาตัวเด็กออกมาจากสถานการณ์ที่ทำให้เขาอึดอัด
• ปฏิบัติตัวคงเส้นคงวา
• หนักแน่นแต่ใจดี  และยุติธรรม
• เสนอทางเลือกให้เด็ก  ซึ่งคุณต้องรับได้ไม่ว่าเด็กจะเลือกทางไหนก็ตาม (เช่นจะให้แม่จูงมือซ้ายหรือมือขวา?)
• ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีคุณค่า  เป็นที่ชื่นชอบ
• ใช้คำพูดว่า “เมื่อลูกทำ.... เสร็จแล้ว แม่ก็จะให้ตามที่ลูกขอ” (When you have… then you may.”)
• ถ้าลูกใช้มันผิดทาง  ลูกก็จะเสียมันไป
• ชี้นำความประพฤติที่ไม่เหมาะสม  เปิดโอกาสให้แก้ตัว
• ให้คำแนะนำเด็กถึงวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง  กรณีที่พบพฤติกรรมที่เด็กไม่เคยทำมาก่อน

 
       
  การหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในห้องเรียน
    เมื่อเด็กทำผิดกฎด้วยพฤติกรรมที่คุณครูยอมรับไม่ได้ คุณครูต้องมีระบบการจัดการที่ทุกคนในห้องเรียนเข้าใจตรงกัน ระบบที่ว่านี้ต้องสามารถรับมือกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในรูปแบบที่ “ไม่ยุยงส่งเสริม” หากทำได้คุณครูควรจัดให้มีมุมส่วนตัวในห้องเรียนเพื่อให้เด็กที่ทำความผิดได้อยู่ตามลำพัง ได้ทบทวนสิ่งที่เขาทำลงไป และกลับตัวใหม่  

    เมื่อเด็กทำผิด คุณครูอาจให้ใบเตือนเหมือนผู้ตัดสินฟุตบอล

ใบเหลือง หมายถึงตักเตือน เมื่อเด็กสำนึกผิดแล้วอนุญาตให้กลับมาร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆได้
ใบเขียว หมายถึงอนุญาตให้กลับมาร่วมกิจกรรมได้
ใบฟ้า หมายถึงให้เด็กเขียนสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป แล้วระบุว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น
ใบแดง หมายถึงให้เด็กออกไปจากห้องเรียน (ชั่วคราว)
 
       
  แบบฝึกหัด : เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกไปจ่ายกับข้าว
• ซ้อมบทที่บ้านก่อนว่า เมื่อไปถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วลูกควรทำตัวอย่างไร
• ตกลงกติกาก่อนเดินเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต
• เตรียมขนมหรือของทานเล่นมาจากบ้าน เพื่อให้ลูกทานขณะเดินจ่ายกับข้าว
• เตรียมหนังสือมาให้ลูกอ่าน
• สำหรับเด็กเล็กควรนำของที่เด็กชอบติดตัวไปด้วยเช่นตุ๊กตาหรือผ้าห่ม เพื่อให้เขารู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย
• มอบหมายงานให้ลูกรับผิดชอบ เช่นหาของตามรายการจ่ายกับข้าวที่จดมา
• ใช้ “รหัสลับ” หรือส่งสัญญาณมือ เมื่อลูกต้องการเรียกความสนใจจากพ่อแม่ (อย่าตะโกน)
• อย่าละสายตาจากลูก
• ชื่นชมเด็กคนอื่นที่ประพฤติตัวดี
• ซื้อของไป ร้องเพลงไป
• หาเกมเล่นกับลูกขณะช้อปปิ้ง เช่นมองดูรองเท้าที่คนใส่เดินไปมาในซูปเปอร์มาร์เก็ต แล้วนับเฉพาะรองเท้าผ้าใบว่ามีกี่คู่
• ไม่ควรนำเด็กไปจ่ายกับข้าวขณะที่เขากำลังหิวหรือเหนื่อย
• เมื่อลูกเริ่มทำกิริยาที่ไม่เหมาะสม คุณต้องบอกให้เขาหยุดทันที
• ทำท่าไม่สนใจหากลูกโยเยหรือร้องขอซื้อของที่ไม่จำเป็น ยกเว้นถ้าสิ่งที่ลูกทำอยู่อาจก่อให้เกิดอันตราย สร้างความเสียหาย หรือรบกวนคนอื่น คุณต้องบอกให้เขาหยุด
• หากลูกแสดงกิริยาไม่เหมาะสม ควรพาไปหาที่คุยตามลำพัง
• อย่าตามใจลูก อย่าซื้อของให้ลูกทั้งๆที่เขาทำตัวไม่เหมาะสม  อย่าซื้อของเพื่อติดสินบนให้เขาเงียบ !
• หากลูกดื้อ บอกเขาว่าครั้งต่อไปเขาจะไม่ได้มาจ่ายกับข้าวกับคุณอีก แล้วคุณก็ต้องทำตามนั้นจริงๆ
• ถ้าลูกของคุณอายุ 10 ปีขึ้นไป สอนให้เขาเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ
• ถามลูกว่าผัก / ผลไม้ชนิดนี้เรียกว่าอะไร ให้เขาหาคำตอบจากป้าย
• ถ้าลูกอยากซื้อนมหรือขนม ให้เขาบอกยี่ห้อที่ชอบ บอกด้วยว่ามันต่างจากยี่ห้ออื่นอย่างไร เด็กอาจตอบว่าต่างกันที่สี ขนาด หรือรูปทรง ถ้าเขาเคยชิมแล้วอาจบอกคุณว่ายี่ห้อไหนอร่อยกว่า คุณก็ควรสอนให้เขาตรวจดูราคาสินค้าว่ายี่ห้อไหนแพงกว่า ถูกกว่า เพราะอะไร ก่อนซื้อควรถามลูกเพื่อให้เขาฝึกใช้ความคิดว่า ของที่เขาอยากได้นั้นมีประโยชน์อย่างไร ควรซื้อไหม ถ้าคุณเห็นด้วยว่าควรซื้อทำไมคุณจึงแนะนำให้เขาซื้อยี่ห้อนั้น ทั้งหมดนี้เป็นการสอนลูกให้เป็นผู้ซื้ออย่างมีเหตุผล  
• ทำให้ลูกรู้สึกว่าการได้ไปจ่ายกับข้าวกับคุณนั้นเป็น “กิจกรรมพิเศษ” หากคุณและเขาสนุกร่วมกัน ครั้งต่อไปเขาจะอยากมากับคุณอีก

    ถ้าคุณสามารถทำตามรายการข้างบน เท่ากับว่าคุณเริ่มฝึกวินัยลูกแบบให้ความเคารพลูก ทั้งยังช่วยให้เขารู้จักเคารพตัวเองและใช้เหตุผลในการซื้อของ ไม่ตกเป็นทาสของ
อารมณ์ความอยาก !!
 





 

 

       
  วิธีทำให้ลูกเคารพตนเอง
1) แสดงให้ลูกรู้ว่าคุณชอบเขาด้วยการยิ้ม กอด และคุยกับเขาเชิงบวก
2) อ่านหนังสือด้วยกัน
3) ชื่นชมพฤติกรรมที่แสดงความรับผิดชอบ
4) ส่งเสริมลูกให้คุ้นเคยกับความรับผิดชอบ โดยให้เขาทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จเช่น ทำการบ้าน
5) แบ่งเวลาให้ลูกแต่ละคนเป็นการส่วนตัว
6) ช่วยฝึกลูกเรื่องการจัดเก็บสิ่งของ โดยจัดพื้นที่ให้เขาสำหรับเก็บของเล่น หนังสือ และงานที่ทำจากโรงเรียน
7) ช่วยลูกค้นหาความสามารถพิเศษ โดยชวนให้เขาเล่นกีฬาประเภทต่างๆ เล่นดนตรี เต้นรำ และการแสดง  ฯลฯ
8) ส่งเสริมให้ลูกมีเวลาส่วนตัวและเป็นอิสระจากพ่อแม่
9) พ่อแม่ควรแนะนำตัวกับคุณครู และบอกให้คุณครูทราบว่าคุณกำลังใช้วิธีสร้างวินัยเชิงบวกกับลูก
10) อย่าตะโกนใส่ลูกในที่สาธารณะเพราะจะทำให้เด็กขายหน้า
11) เปิดโอกาสให้ลูกแสดงความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
12) ตั้งใจฟังและมองตาลูกขณะที่เขากำลังพูดกับคุณ
13) อย่าคาดหวังลูกไว้สูง ลูกอาจล้มเลิกความพยายามเพราะกลัวความผิดหวัง
14) กระตุ้นลูกให้ภูมิใจในชื่อของเขา ในความคิดและงานของเขา
15) บอกลูกว่า คุณรับรู้ถึงความพยายามของเขาในการทำงานชิ้นนั้นๆ ถึงแม้ผลของงานจะยังไม่ถึงระดับที่คุณคาดหวังไว้ก็ตาม
16) พยายามตอบคำถามลูกทันที อย่างเปิดเผย และตรงไปตรงมา
17) พาลูกไปทำธุระด้วย เปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วมคิดและหาคำตอบ / หาทางเลือกที่เหมาะสม
18) ทำแฟ้มรวบรวมกิจกรรมต่างๆที่ลูกของคุณมีส่วนร่วม
19) ชี้ให้ลูกเห็นถึงความรับผิดชอบที่เขามี และบอกลูกว่าคุณภูมิใจในตัวเขา
20) อย่านำลูกคนหนึ่งไปเปรียบเทียบกับลูกอีกคนหนึ่ง

วิธีส่งเสริมลูกให้เติบโตเชิงบวก
1) แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณชอบเขา
2) เป็นตัวอย่างที่ดีในการอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวที่เป็นสาระ
3) ให้รางวัลเมื่อลูกแสดงความรับผิดชอบ รวมถึงงานที่เขาทำจนเสร็จ
4) ส่งเสริมให้ลูกรู้จักทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ ตั้งแต่อายุเล็กๆ
5) แบ่งเวลาในแต่ละวันให้ลูกๆแต่ละคน  
6) ฝึกลูกให้มีทักษะการจัดเก็บสิ่งของ ตั้งแต่อายุเล็กๆ
7) ช่วยลูกค้นหาพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ
8) ทำงานร่วมกับคุณครู
9) ส่งเสริมลูกให้เติบโตอย่างอิสระและเป็นตัวของตัวเอง
สามารถพึ่ง
ตัวเองได้
 



  วิธีแก้ปัญหา 6 ขั้น
1) ระบุปัญหา
2) ช่วยกันคิดเพื่อหาทางเลือก
3) เลือกคำตอบที่ทำได้จริง
4) ลงมือปฏิบัติ
5) ทบทวนแผนงานที่วางไว้
6) ถ้ายังทำไม่สำเร็จ  ให้เริ่มต้นใหม่


เกี่ยวกับผู้เขียน
Katharine C. Kersey เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย และเป็นคณบดีภาควิชาศึกษาเด็กและการศึกษาพิเศษ (Department of Child Studies and Special Education)  มหาวิทยาลัยโอลด์โดมิเนี่ยน (Old Dominion University) มลรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา แคทธารีนเขียนคอลัมน์ครอบครัวรายสัปดาห์เป็นประจำใน The Virginian-Pilot และ Roanoke Times ทั้งสองฉบับเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในมลรัฐเวอร์จิเนีย นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้แต่งหนังสือชื่อ The Art of Sensitive parenting and Helping Your Child Handle Stress
 
       
       
       
       
       

 
อ่านทั้งหมด 1478 ครั้ง
แสดงความคิดเห็น ( 16 )
ปรับปรุงล่าสุด 7 กรกฎาคม 2553
 

รายการ 17 - 18 จากทั้งหมด 39 รายการ
4  |  5  |  6  |  7  |  8  |  9 |  10  |  11  |  12  |  13  |  14  |