|
1
ข่าวนักเรียนช่างกลใช้ปืนยิงคู่อริบนรถเมล์สาย 113 แต่กระสุนพลาดไปถูกเด็กนักเรียนชั้นประถมอายุเพียง 9 ขวบเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมานั้น กลายเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์หลายฉบับช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
- เร่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับตัวมือปืน (จับได้แล้ว)
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขู่จะปิดโรงเรียนช่างกลที่นักเรียนก่อเหตุวิวาท
- ผู้ว่ากรุงเทพมหานครเรียกร้องรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทให้สำเร็จ
- กระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารสถานศึกษาดูแลนักเรียนไม่ทั่วถึง
- ฯลฯ
ผมแปลกใจมากตรงที่ว่า ไม่มีสื่อมวลชนฉบับใดทำข่าวพ่อแม่ของนักเรียนช่างกลที่เป็นมือปืน ฤาจะเป็นการบอกให้สังคมรู้ว่า ถ้าลูกของคุณอายุ 16 ปี (เท่ากับมือปืนคนนี้) ยิงคนอื่นตาย พ่อแม่ไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำของลูก !?
ในประเทศอเมริกา ทุกรัฐมีกฎหมายกำหนดให้พ่อแม่รับผิดชอบต่อการกระทำของเด็ก จนกว่าเด็กจะมีอายุ 18 ปี
มาตรา 23 ในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พศ. 2546 เขียนไว้กว้างๆว่า “…ผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนและพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น...”
อ่าน พรบ.คุ้มครองเด็ก พศ. 2546 ครบทุกมาตราแล้ว สรุปว่าไม่ใช่กฎหมายที่เขียนขึ้นเพื่อลงโทษผู้ปกครอง แต่มีเจตนาสนับสนุนให้ผู้ปกครองเลี้ยงดูบุตรโดยไม่ขัดต่อประเพณีปฏิบัติอันดีงาม
ถึงตรงนี้ ผมสงสัยว่านักกฎหมายบ้านเรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่าครับ?
เด็กจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ไม่ใช่หรือ?
2
ทำไมจึงไม่มีกฎหมายคาดโทษผู้ปกครองที่ปล่อยให้ลูกซึ่งอายุยังไม่ถึง 18 ปีไปทำร้ายผู้อื่นจนเสียชีวิต ?
ลองคิดถึงความรู้สึกของแม่ที่ต้องสูญเสียลูกชายวัย 9 ขวบ เพราะถูกกระสุนปืนจากนักเรียนช่างกลที่กำลังมีเรื่องทะเลาะวิวาท
กว่าจะเลี้ยงลูกมาได้ถึงวัยนี้ พ่อแม่ต้องทุ่มเทใช้ความมานะอุตสาหะขนาดไหน?
รัฐต้องสูญเสียทรัพยากรเพื่อสนับสนุนอนาคตของชาติคนนี้ไปเท่าไร นับจากวันที่เขาคลอด ทำสำมะโนประชากร ให้บริการตรวจสุขภาพและสาธารณสุข รวมถึงสวัสดิการด้านการศึกษา
เมื่อเด็กเสียชีวิตลง และนักเรียนช่างกลตกเป็นจำเลยผู้กระทำผิด รัฐยังต้องเสียเงินเป็นค่าเลี้ยงดูผู้กระทำผิดในสถานพินิจเด็กและเยาวชน ประกอบด้วยค่าจ้างเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ ค่าจิตแพทย์ ค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย ค่ากิจกรรมสันทนาการภายในค่ายฯ ค่าดูแลรักษาเมื่อเจ็บไข้ รวมถึงค่าเล่าเรียนเพื่อให้นักเรียนช่างกลคนนั้นยังคงได้รับการศึกษาอยู่
พ่อแม่ของเด็กช่างกลที่ชอบทะเลาะวิวาท น่าจะมองเห็นแล้วนะครับว่าผลที่ตามมานั้นมีแต่ความสูญเสีย
ที่แย่ที่สุดคือ ประเทศไทยต้องสูญเสียอนาคตของชาติไปถึง 2 คน คนหนึ่งคือเด็กประถมที่ถูกยิงเสียชีวิต อีกคนคือนักเรียนช่างกลที่เสียอนาคต
อันที่จริง ปัญหานักเรียนช่างกลก่อเหตุทะเลาะวิวาทมีมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก สมัยนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยยังมียศเป็น “จอมพล” อย่างน้อยๆก็ 40 ปีกว่ามาแล้ว
วันนี้ ถึงเวลาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังแล้วหรือยัง?
3
เราเคยศึกษากันอย่างจริงจังไหมครับว่า ทำไมนักเรียนช่างกลจึงชอบตีกัน?
เป็นไปได้ไหมว่า นักเรียนช่างกลที่ชอบทะเลาะวิวาทนั้น มีลักษณะคล้ายกันอย่างหนึ่งคือพ่อแม่ไม่เอาใจใส่ ปล่อยให้ลูกสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือซิ่งมอเตอร์ไซด์ยามค่ำคืน
ถ้าใช่ ก็น่าจะคาดโทษพ่อแม่เหล่านั้นกันบ้างนะครับ
เมื่อลูก (นักเรียนช่างกล) ทำผิดกฎหมาย ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน พ่อแม่และลูกก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วยการทำงานส่งเงินเป็นค่าทำขวัญให้กับผู้เสียหาย เป็นจำนวน X บาท หรือเป็นระยะเวลา X ปี แล้วแต่ศาลจะตัดสิน
หรือทำงานบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ เช่นกวาดถนน ช่วยงานตำรวจจราจร หรือทำงานรถขยะในชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่
หากความผิดที่กระทำนั้นรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้พิพากษาสามารถออกคำสั่งให้ลงบันทึกความผิดไว้ใน “ทะเบียนประวัติครอบครัว” ต่อไปในอนาคตเมื่อนักเรียนช่างกลผู้นั้นไปสมัครงานที่ไหน ประวัติความผิดที่เคยทำไว้ก็จะติดตามตัวไปตลอด รวมถึงพ่อแม่ด้วย !!
เข้าทำนอง "ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง"
เจตนาของผมไม่ได้จะซ้ำเติมผู้กระทำผิด แต่ต้องการชูประเด็นว่าพ่อแม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ลูกกระทำ ตราบที่ลูกยังเป็นเยาวชน (อายุยังไม่ถึง 18 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว) ปัจจุบันกฎหมายไทยไม่มีบทลงโทษพ่อแม่ที่ละเลยความประพฤติของลูก ดังนั้นพ่อแม่ที่ไม่รับผิดชอบสิ่งที่ลูกทำ ก็ยังคงไม่รับผิดชอบอยู่เหมือนเดิม
นับจากวันที่เราเป็นพ่อคนแม่คน พ่อแม่ทุกคนมีหน้าที่เหมือนกันคืออบรมเลี้ยงดูลูก สอนให้ลูกเป็นคนดี และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ลูกกระทำ
กฎหมายไทยต้องมีบทลงโทษผู้ปกครองที่ละเลยไม่ดูแลลูก ถ้าลูก (นักเรียนช่างกล) ยังทะเลาะวิวาทกันอีก พ่อแม่ก็ยังไม่ใส่ใจ สมควรที่สังคมจะตีตราครอบครัวนั้นว่าเป็น “ครอบครัวบกพร่อง” สมาชิกในครอบครัวนั้นอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในพื้นที่ที่รัฐกำหนด เพื่อไม่ให้ไปก่อความวุ่นวายกับผู้อื่น หรือจนกว่าความประพฤติของพวกเขาจะดีขึ้น
4
พ่อแม่คือผู้ให้กำเนิดลูก เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนคุณธรรมให้กับลูก
ลูกจะเป็นคนดีหรือไม่ อยู่ที่การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่
เมื่อลูกทำผิดขณะที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ พ่อแม่ก็ต้องรับผิดชอบความประพฤติของลูก
ไม่ใช่ครู ไม่ใช่สถานศึกษา ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
คนเหล่านี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในสถานพินิจเด็กและเยาวชน และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัยรุ่น มีหน้าที่ “แก้ไข” ปัญหาเยาวชน
ผู้ที่จะสามารถ “ป้องกัน” ไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือพ่อและแม่นั่นแหละครับ !!
ถ้าพ่อแม่เอาใส่ใจดูแลลูก ทำกิจกรรมต่างๆกับลูกหลังเลิกงาน / เลิกเรียน ไม่ทิ้งลูกไว้กับเพื่อน เหล้า บุหรี่ หรือก๊วนมอเตอร์ไซด์ พยายามชักชวนทำสิ่งที่สนุกและเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กเช่น เล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ ทำงานที่เขาชอบ งานจิตอาสา หรือปฏิบัติธรรมร่วมกัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เด็กอ่อนโยน รักตัวเอง เห็นใจผู้อื่น ปัญหาเรื่องทะเลาะวิวาทก็จะเบาบางลง
นี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนพึงกระทำเพื่อส่วนรวม !!
|